ดาวอังคาร
เป็นดาวเคราะห์สีแดง ใช้เวลาหมุนรอบตัวเองประมาณ 24.7 ชั่วโมง และโคจรรอบด้วยอาทิตย์ประมาณ 687 วัน
มีบรรยากาศหนาแน่นไม่ถึง 1 ใน 100 ของบรรยากาศโลก บรรยากาศประกอบด้วยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนใหญ่ จึงสร้างสภาพเรือนกระจกที่ทำให้พื้นดาวร้อนขึ้นประมาณ 5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกว้างมาก คือตั้งแต่ 140 ไปจนถึง 303 เคลวิน แต่โดยเฉลี่ยแล้วคือ 218 เคลวิน
ภูมิประเทศของดาวอังคาร
เต็มไปด้วยร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาทุกรูปแบบ
โอลิมปัส มอนส์ เป็นภูเขาไฟที่สูงและมีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ มีความสูงถึง 26000 เมตร จากระดับผิวดาวอังคาร กว้าง 650
ทางตอนใต้เป็นแอ่งขนาดใหญ่จากอุกกาบาต ส่วนทางตอนเหนือของดาวมีลักษณะเป็นที่ราบต่ำ
น้ำบนดาวอังคาร
ดาวอังคารมีร่องรอยการกัดเซาะและการไหลของน้ำปรากฏอยู่ทั้งดวง ทั้งนี้ด้วยเคยเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อประมาณ 3.5 พันล้านปีมาแล้ว
ดวงจันทร์ของดาวอังคาร
มีสองดวงคือ โฟบัส และ ดีมอส ทั้งสองดวงไม่ได้เป็นวัตถุทรงกลม แต่เป็นดาวเคราะห์น้อยรูปร่างบูดเบี้ยวที่ถูกแรงดึงดูดของดาวอังคารจับเข้ามาเป็นบริวาร ประกอบด้วยน้ำแข็งและหินที่มีธาตุคาร์บอน พื้นผิวคล้ายกันคือมีหลุมอุกกาบาต
วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2550
ดาวศุกร์
ดาวศุกร์
เป็นดาวที่สุกสว่างที่สุดบนท้องฟ้า ผู้คนสมัยโบราณเชื่อว่าเป็นเทพธิดาแห่งความงาม หากปรากฏขึ้นในเวลาเช้า เรียกว่า ดาวประกายพรึก และเรียก ว่าดาวประจำเมือง เมืองปรากฏในเวลาพลบค่ำ
ระยะห่างเฉลี่ยในการโคจรคือ 110 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ ใช้เวลาประมาณ 224 วันของโลก แต่ใช้เวลาในการหมุนรอบตัวเองถึง 243 วัน และยังหมุนตามเข็มนาฬิกาซึ่งต่างจากดาวดวงอื่นๆ นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่า สาเหตุที่แกนเอียงไปจนเกือบกลับหัวจนทำให้หมุนกลับข้าง น่าจะมาจากการชนของดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ในช่วงที่ระบบสุริยะยังมีอายุน้อย
มีคำกล่าวว่าดาวศุกร์เป็น ดาวน้องสาวของโลก เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพหลายประการที่คล้ายกัน ขนาดและมวลน้อยกว่าโลกเพียงเล็กน้อยและยังมีวงโคจรอยู่ใกล้โลกมากคือ 40 ล้านกิโลเมตร นอกจากนี้พื้นผิวยังมีภูเขาไฟระเบิด และการเปลี่ยนแปลงของเปลือกดาว ต่างจากดาวเคราะห์แข็งดวงอื่นๆ
ดาวศุกร์แทบไม่มีสนามแม่เหล็กอยู่เลย สาเหตุคาดว่าน่าจะมาจาการที่ดาวศุกร์หมุนรอบตัวเองช้ามาก ผลอีกประการหนึ่งคือ พื้นผิวมีลมพัดเพียงเอื่อยๆเท่านั้น ทำให้พื้นผิวดาวยิ่งร้อนขึ้นไปอีก
บรรยากาศของดาวศุกร์
ชั้นบรรยากาศประกอบด้วยเมฆหนาทึบ สามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี พื้นผิวมีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ คือ 737 เคลวิน ซึ่งร้อนพอที่จะหลอมตะกั่วได้ และมีความดันสูงถึง 92 เท่าของความดันบรรยากาศโลก เทียบได้กับความดันของน้ำใต้ทะเลลึก 900 เมตร
ชั้นของเมฆประกอบด้วยกำมะถัน จากการระเบิดของภูเขาไฟ และหยดน้ำซึ่งกลั่นตัวได้ในบรรยากาศชั้นบนของดาวที่เย็นกว่าบริเวณพื้นผิวมาก กรดกำมะถันและหยดน้ำจะรวมตัวกันเป็นฝนกรดตกลงมา แต่ฝนกรดเหล่านี้ไม่มีโอกาสาที่จะตกลงถึงผิวดาวได้เลย เพราะเมื่อฝนกรดมาได้ระยะหนึ่งจะได้รับความร้อนจากผิวดาว ก่อนจะระเหยกลับกลายเป็นไอ เป็นวงจรหมุนเวียนไปเรื่อยๆ
ลักษณะภูมิประเทศของดาวศุกร์
เป็นที่ราบและภูเขาไฟคุกกรุ่น แทบไม่มีหุบเหวลึกหรือเทือกเขาสูงอยู่เลย ไม่มีหลุมอุกกาบาตมากนัก เนื่องจากมีชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นจนเผาใหม่ชิ้นส่วนอุกกาบาตได้มากตามไปด้วย และยังมีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอยู่ตลอดเวลา
ปรากฏการณ์เรือนกระจกแบบกู่ไม่กลับ
ด้วยเหตุที่หมุนรอบตัวเองเป็นเวลานานและมีชั้นบรรยากาศหนาแน่น
ปรากฏการณ์เรือนกระจก เกิดจากก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศยอมให้แสงและพลังงานในช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ ส่องทะลุลงมายังผิวดาว ในขณะที่ปิดกั้นพลังงานในช่วงคลื่นรังสีอินฟราเรดซึ่งมีความยาวคลื่นกว่าแผ่ออกจากผิวดาวแต่ไม่ให้แผ่กลับไปยังอวกาศ ผลคือพื้นผิวดาวมีอุณหภูมิสูงขึ้น
ปรากฏการณ์เรือนกระจกทำให้อุณหภูมิผิวดาวระหว่างกลางวันและกลางคืนคงที่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงน้อย
*หากโลกไม่มีปรากฏการณ์เรือนกระจก อุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงอย่างมากระหว่างกลางวันและกลางคืน ดังเช่นดาวพุธหรือดวงจันทร์ที่กลางวันและกลางคืนต่างกันหลายร้อยองศา
เป็นดาวที่สุกสว่างที่สุดบนท้องฟ้า ผู้คนสมัยโบราณเชื่อว่าเป็นเทพธิดาแห่งความงาม หากปรากฏขึ้นในเวลาเช้า เรียกว่า ดาวประกายพรึก และเรียก ว่าดาวประจำเมือง เมืองปรากฏในเวลาพลบค่ำ
ระยะห่างเฉลี่ยในการโคจรคือ 110 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ ใช้เวลาประมาณ 224 วันของโลก แต่ใช้เวลาในการหมุนรอบตัวเองถึง 243 วัน และยังหมุนตามเข็มนาฬิกาซึ่งต่างจากดาวดวงอื่นๆ นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่า สาเหตุที่แกนเอียงไปจนเกือบกลับหัวจนทำให้หมุนกลับข้าง น่าจะมาจากการชนของดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ในช่วงที่ระบบสุริยะยังมีอายุน้อย
มีคำกล่าวว่าดาวศุกร์เป็น ดาวน้องสาวของโลก เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพหลายประการที่คล้ายกัน ขนาดและมวลน้อยกว่าโลกเพียงเล็กน้อยและยังมีวงโคจรอยู่ใกล้โลกมากคือ 40 ล้านกิโลเมตร นอกจากนี้พื้นผิวยังมีภูเขาไฟระเบิด และการเปลี่ยนแปลงของเปลือกดาว ต่างจากดาวเคราะห์แข็งดวงอื่นๆ
ดาวศุกร์แทบไม่มีสนามแม่เหล็กอยู่เลย สาเหตุคาดว่าน่าจะมาจาการที่ดาวศุกร์หมุนรอบตัวเองช้ามาก ผลอีกประการหนึ่งคือ พื้นผิวมีลมพัดเพียงเอื่อยๆเท่านั้น ทำให้พื้นผิวดาวยิ่งร้อนขึ้นไปอีก
บรรยากาศของดาวศุกร์
ชั้นบรรยากาศประกอบด้วยเมฆหนาทึบ สามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี พื้นผิวมีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ คือ 737 เคลวิน ซึ่งร้อนพอที่จะหลอมตะกั่วได้ และมีความดันสูงถึง 92 เท่าของความดันบรรยากาศโลก เทียบได้กับความดันของน้ำใต้ทะเลลึก 900 เมตร
ชั้นของเมฆประกอบด้วยกำมะถัน จากการระเบิดของภูเขาไฟ และหยดน้ำซึ่งกลั่นตัวได้ในบรรยากาศชั้นบนของดาวที่เย็นกว่าบริเวณพื้นผิวมาก กรดกำมะถันและหยดน้ำจะรวมตัวกันเป็นฝนกรดตกลงมา แต่ฝนกรดเหล่านี้ไม่มีโอกาสาที่จะตกลงถึงผิวดาวได้เลย เพราะเมื่อฝนกรดมาได้ระยะหนึ่งจะได้รับความร้อนจากผิวดาว ก่อนจะระเหยกลับกลายเป็นไอ เป็นวงจรหมุนเวียนไปเรื่อยๆ
ลักษณะภูมิประเทศของดาวศุกร์
เป็นที่ราบและภูเขาไฟคุกกรุ่น แทบไม่มีหุบเหวลึกหรือเทือกเขาสูงอยู่เลย ไม่มีหลุมอุกกาบาตมากนัก เนื่องจากมีชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นจนเผาใหม่ชิ้นส่วนอุกกาบาตได้มากตามไปด้วย และยังมีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอยู่ตลอดเวลา
ปรากฏการณ์เรือนกระจกแบบกู่ไม่กลับ
ด้วยเหตุที่หมุนรอบตัวเองเป็นเวลานานและมีชั้นบรรยากาศหนาแน่น
ปรากฏการณ์เรือนกระจก เกิดจากก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศยอมให้แสงและพลังงานในช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ ส่องทะลุลงมายังผิวดาว ในขณะที่ปิดกั้นพลังงานในช่วงคลื่นรังสีอินฟราเรดซึ่งมีความยาวคลื่นกว่าแผ่ออกจากผิวดาวแต่ไม่ให้แผ่กลับไปยังอวกาศ ผลคือพื้นผิวดาวมีอุณหภูมิสูงขึ้น
ปรากฏการณ์เรือนกระจกทำให้อุณหภูมิผิวดาวระหว่างกลางวันและกลางคืนคงที่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงน้อย
*หากโลกไม่มีปรากฏการณ์เรือนกระจก อุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงอย่างมากระหว่างกลางวันและกลางคืน ดังเช่นดาวพุธหรือดวงจันทร์ที่กลางวันและกลางคืนต่างกันหลายร้อยองศา
ดาวพุธ
ดาวพุธ
คนโบราณเชื่อว่า ดาวพุธ คือ ผู้นำสาสน์ของเทพเจ้าและเทพแห่งการเดินทาง เพราะดาวพุธจะปรากฏให้เห็นสลับกันระหว่างช่วงก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นและช่วงหลังตกในเวลาอันสั้น
ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 60 ล้านกิโลเมตร ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์เพียง 88 วัน เป็นดาวค่อนข้างเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 4879 กิโลเมตร ผลการคำนวณมวลชี้ให้เห็นว่าดาวพุธมีความหนาแน่นเฉลี่ยถึง 5.4 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร เทียบได้กับความหนาแน่นของโลก คือ 5.5 กรัม/ลบ.ซม. ในขณะที่ดาวพุธมีขนาดเล็กกว่าถึง 1ใน3 แสดงให้เห็นว่า ดาวพุธมีแก่นกลางขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยธาตุเหล็ก ยังมีหลักฐานที่บ่งชี้ความเป็นไปได้อีก คือ การที่เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ธาตุสามารถรวมตัว ขึ้นเป็นดาวเคราะห์จึงต้องมีจุดหลอมเหลวสูงมาก เช่น เหล็ก หรือสารจำพวกออกไซค์ของธาตุต่างๆ
บรรยากาศของดาวพุธ
ด้วยดาวพุธมีมวลน้อย บรรยากาศจึงหนานแน่นเพียง 1 ในพัน ล้าน ล้านเท่าของโลกที่ระดับน้ำทะเล
ธาตุที่พบส่วนในบรรยากาศส่วนใหญ่ คือ ออกซิเจน โซเดียม ไฮโดรเจน และฮีเลียม (จากมาไปน้อย)
การที่ดาวพุธไม่มีบรรยากาศช่วยรักษาระดับอุณหภูมิให้คงที่ ทำให้พื้นผิวด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิสูงสุดถึง 740 เคลวิน ในขณะที่อีกด้านลดต่ำลงเหลือเพียง 90 เคลวิน
พื้นผิวของดาวพุธ
เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต เพราะก้อนอุกกาบากเหล่านั้นสามารถผ่านชั้นบรรยากาศโดยไม่ผ่านการเผาไหม้เลย
* หลุมอุกาบาตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนดาวพุธ คือ แอ่งคาโลริส คือ 1300 กิโลเมตร บริเวณซีกเหนือของดาวซึ่งเกิดจากการชนของดาวเคราะห์น้อยในช่วงถือกำเนิด
แนวผาชัน ปรากฏอยู่ทั่วไป มีความยาวหลายร้อย กิโลเมตร และมีความสูงถึง 3 กิโลเมตร แนวเหล่านี้ คือ รอยย่น ที่เกิดจากการยุบตัวของดาวพุธขณะที่ภายในของดาวเย็นตัวลงในช่วงเวลา 1000 ล้านปีแรก ซึ่งยุบตัวลงประมาณ 4- 8 กิโลเมตรจากเส้นผ่านศูนย์กลางเดิม
ดาวพุธไม่มีดวงจันทร์บริวาร และมีสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มประมาณ 1 เปอร์เซ็น ของโลก เนื่องจากสสารเหลวร้อนที่เคยไหลเวียนอยู่ภายในได้แข็งตัวลงเกือบหมดทั้งดวงแล้ว
วงโคจรของดาวพุธ
ในแต่ละรอบการโคจร ดาวพุธโคจรใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดที่ระยะ 46 ล้านกิโลเมตรเรียกว่า จุดเพอริฮีเลียน และออกห่างที่สุดคือ 70 ล้านกิโลมตรเรียกว่า จุดอะฟีเลียน วงโคจรของดาวพุธมีลักษณะ เป็นวงรีมากกว่าดาวดวงอื่นเนื่องจากระยะทางที่ห่างกันระหว่างสองจุด
คนโบราณเชื่อว่า ดาวพุธ คือ ผู้นำสาสน์ของเทพเจ้าและเทพแห่งการเดินทาง เพราะดาวพุธจะปรากฏให้เห็นสลับกันระหว่างช่วงก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นและช่วงหลังตกในเวลาอันสั้น
ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 60 ล้านกิโลเมตร ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์เพียง 88 วัน เป็นดาวค่อนข้างเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 4879 กิโลเมตร ผลการคำนวณมวลชี้ให้เห็นว่าดาวพุธมีความหนาแน่นเฉลี่ยถึง 5.4 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร เทียบได้กับความหนาแน่นของโลก คือ 5.5 กรัม/ลบ.ซม. ในขณะที่ดาวพุธมีขนาดเล็กกว่าถึง 1ใน3 แสดงให้เห็นว่า ดาวพุธมีแก่นกลางขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยธาตุเหล็ก ยังมีหลักฐานที่บ่งชี้ความเป็นไปได้อีก คือ การที่เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ธาตุสามารถรวมตัว ขึ้นเป็นดาวเคราะห์จึงต้องมีจุดหลอมเหลวสูงมาก เช่น เหล็ก หรือสารจำพวกออกไซค์ของธาตุต่างๆ
บรรยากาศของดาวพุธ
ด้วยดาวพุธมีมวลน้อย บรรยากาศจึงหนานแน่นเพียง 1 ในพัน ล้าน ล้านเท่าของโลกที่ระดับน้ำทะเล
ธาตุที่พบส่วนในบรรยากาศส่วนใหญ่ คือ ออกซิเจน โซเดียม ไฮโดรเจน และฮีเลียม (จากมาไปน้อย)
การที่ดาวพุธไม่มีบรรยากาศช่วยรักษาระดับอุณหภูมิให้คงที่ ทำให้พื้นผิวด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิสูงสุดถึง 740 เคลวิน ในขณะที่อีกด้านลดต่ำลงเหลือเพียง 90 เคลวิน
พื้นผิวของดาวพุธ
เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต เพราะก้อนอุกกาบากเหล่านั้นสามารถผ่านชั้นบรรยากาศโดยไม่ผ่านการเผาไหม้เลย
* หลุมอุกาบาตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนดาวพุธ คือ แอ่งคาโลริส คือ 1300 กิโลเมตร บริเวณซีกเหนือของดาวซึ่งเกิดจากการชนของดาวเคราะห์น้อยในช่วงถือกำเนิด
แนวผาชัน ปรากฏอยู่ทั่วไป มีความยาวหลายร้อย กิโลเมตร และมีความสูงถึง 3 กิโลเมตร แนวเหล่านี้ คือ รอยย่น ที่เกิดจากการยุบตัวของดาวพุธขณะที่ภายในของดาวเย็นตัวลงในช่วงเวลา 1000 ล้านปีแรก ซึ่งยุบตัวลงประมาณ 4- 8 กิโลเมตรจากเส้นผ่านศูนย์กลางเดิม
ดาวพุธไม่มีดวงจันทร์บริวาร และมีสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มประมาณ 1 เปอร์เซ็น ของโลก เนื่องจากสสารเหลวร้อนที่เคยไหลเวียนอยู่ภายในได้แข็งตัวลงเกือบหมดทั้งดวงแล้ว
วงโคจรของดาวพุธ
ในแต่ละรอบการโคจร ดาวพุธโคจรใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดที่ระยะ 46 ล้านกิโลเมตรเรียกว่า จุดเพอริฮีเลียน และออกห่างที่สุดคือ 70 ล้านกิโลมตรเรียกว่า จุดอะฟีเลียน วงโคจรของดาวพุธมีลักษณะ เป็นวงรีมากกว่าดาวดวงอื่นเนื่องจากระยะทางที่ห่างกันระหว่างสองจุด
วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2550
เต๋าเต็งเก็งบทที่ 26
ญาณวิทยา
ญาณวิทยา คือ ทฤษฏีแห่งความรู้
สิ่งซึ่งญาณวิทยา ศึกษา หลัก ๆ ได้แก่
-กำเนิดความรู้
-ธรรมชาติของความรู้
-วิธีสร้างความรู้
ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะหัวข้อ กำเนิดความรู้ (บ่อเกิดความรู้)
1.บ่อเกิดแห่งความรู้
กำเนิดแห่งความรู้ของนักปรัชญาทางฝั่งตะวันตก มีทฤษฏีสำคัญ 6 ทฤษฏีคือ
1.เหตุผลนิยม ลักษณะของเหตุผลนิยม คือ
-เหตุผลเป็นบ่อเกิดของความรู้จริง
-ปฏิเสธความรู้จากประสบการณ์ เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ที่ได้จากประสาทสัมผัสบางครั้ง ก็ให้ผลไม่ตรงกับความจริง เช่น การนั่งรถแล้วเห็นว่ากลางถนนมีน้ำ แต่พอไปถึงจริง ๆ กลับไม่มี
นักปรัชญาที่สนับสนุนทฤษฏีนี้คือ เรเน่ เดส์การ์ตส์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส
ความรู้เกิดจากคิดหาเหตุผล โดยต้องอาศัยความสงสัยเป็นพื้นฐาน แล้วใช้เหตุผลเพื่อขจัดความสงสัย ดังนี้แล้วความจริงย่อมปรากฏ
ความคิดที่เป็นเครื่องทำให้เกิดความรู้ มี 3 ประเภทคือ
1.ความคิดจากประสบการณ์ ความคิดนี้ ใช้ประสบการณ์ภายนอกเข้ามาทำให้เกิดความคิด
2.ความคิดที่จิตสร้างขึ้น ความคิดนี้คือการคิดไปเอง โดยอุปมานบ้าง อนุมานบ้าง
3.ความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ความคิดประเภทนี้เป็นจริง เพราะเป็นความคิดที่พระเจ้าประธานมาให้
ลัทธินี้เน้นว่าความรู้ที่แท้จริงจะต้องเกิดจากเหตุผล แต่ต้องเป็นเหตุผลที่เกิดจากความรู้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
2.ทฤษฏีประจักษนิยม ลักษณะของลัทธิประสบการณ์นิยม
-เชื่อว่าบ่อเกิดของความรู้คือประสบการณ์
-เหตุผลจะเกิดไม่ได้หากไม่มีประสบการณ์เลย
-ไม่ยอมรับความรู้ที่ติดตัวมาแต่แรกเกิด
-ยอมรับความรู้หลังประสบการณ์ คือ ความรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีประสบการณ์
-ยอมรับความจริงแบบ สังเคราะห์ เพราะความจริงแบบวิเคราะห์ไม่ได้ทำให้ได้ความรู้ใหม่ ๆ แต่การสังเคราะห์ทำให้เกิดความรู้ใหม่
-ยอมรับวิธีการแบบอุปนัย คือ นำความจริงย่อย ๆ มาสรุปเป็นความจริงสากล เช่น นาย ก.เป็นมนุษย์ นาย ก.ตาย นาย ข.เป็นมนุษย์นาย ข. ตาย นาย ค.เป็นมนุษย์ นาย ค.ตาย เราก็สรุปว่า มนุษย์ต้องตาย
เมื่อใช้ทฤษฏี “พิสูจน์ว่าจริงได้” ของคาร์ล ปอปเปอร์ ความจริงนี้จะยังเป็นความจริงก็ต่อเมื่อ ยังไม่มีมนุษย์คนไหนไม่ตาย
นักปรัชญาที่สนับสนุนทฤษฏีนี้คือ จอห์น ล๊อค นักปรัชญาชาวอังกฤษ
จิตเปรียบเหมือนกระดาษสีขาว ไม่มีรอยขีดมาก่อน เมื่อมีประสบการณ์จึงค่อยเกิดรอยขีดข่วน หรือความรู้
ประสบการณ์มี 2 ชนิด
1ประสบการณ์ภายนอก คือการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5
2.ประสบการณ์ทางใจ คือ เมื่อมีการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 แล้ว ก็นำมาคิดต่อภายในจิตใจ
3.ทฤษฏีอนุมานนิยม เป็นทฤษฏีที่เชื่อว่า ความรู้ไม่ได้มีมาแต่กำเนิด หรืออาศัยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากทั้งสองเหตุปัจจัยคือ
อนุมาน จากหลักการเดิม หรือสิ่งที่มีความสัมพันธ์กัน โดยใช้หลักของเหตุผล เช่น ถ้าสมมุติเรายอมรับกันแล้วว่า การคิดถึง การมีทุกข์เมื่อไม่ได้เจอ การมีสุขเมื่อได้เจอ คือความรัก เราก็อนุมานได้ว่า การไม่คิดถึง การไม่ทุกข์เมื่อได้เจอ การไม่มีสุขเมื่อไดเจอ คือ ไม่ใช่ความรัก อาศัยความสัมพันธ์ที่เป็นด้านตรงข้ามของมัน
อุปมาน จากประสบการณ์ที่รับรู้มาแต่เดิม เช่น เราเคยเห็นว่า ผู้ชายที่นั่งซึม ๆ แล้วให้อาหารปลาพลาง ถอนใจพลาง และได้รับคำตอบจากเขาว่า เขากำลังเศร้า ดังนี้พอไปเห็นอาการเดียวกันนี้กับชายอีกคนหนึ่งเราอาจอุปมานได้ว่า ชายคนนี้ก็กำลังเศร้าเช่นกัน
นักปรัชญาที่สนับสนุนทฤษฏีนี้คือ ค้าน เยอรมัน
เขากล่าวว่า “สิ่งในตัวเอง ไม่มีตัวตน อยู่เบื้องหลังจิตได้สร้าง ความรับรู้หรือเพทนาการให้เกิดขึ้น
สิ่งตัวเอง คือช่างถ่ายภาพ อวัยวะที่ทำให้เกิดการรับรู้ คือกล้อง จิตคือ ฟิล์ม ส่วนเพทหนาการคือภาพถ่าย
4.ทฤษฏีสัญชาติญาณนิยม ลักษณะ ถือว่าสัญชาติญาณทำให้เกิดความรู้จริง โดยตรง ด้วยญาณวิเศษ ส่วนปัญญาสามารถทำให้ความรับรู้เปลี่ยนแปลงได้ กล่าวคือญาณให้ความรู้จริงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนปัญญาทำให้ความรู้ที่คิดว่าจริงครั้งหนึ่งเปลี่ยนเป็นไม่จริงได้
นักปรัชญาที่สนับสนุนคือ ฮังรี แบร๊กซอง ฝรั่งเศส สนับสนุน
ความรู้ชนิดนี้ในพุทธศาสนาคอ การตรัสรู้ เป็นความรู้ที่ผุดขึ้นในใจโดยตรง ไม่อาศัยสื่อกลาง
5.เพทนาการนิยม คือความรู้ที่เกิดจากการสัมผัสจนเกิดความตรึงตา ฮิวม์สนับสนุน บอกว่า ความรู้ทุกอย่างจะต้องเกิดจากความตรึงตราและความคิด
6.ทฤษฏีประกาศิตนิยม
แหล่งที่มาของความรู้เกิดจาก ได้รับการถ่ายทอดจากผู้รู้ หรือตำราที่น่าเชื่อถือ ผู้ที่สอนต้องมีความรู้จริง ๆ และตำราที่ให้ความรู้นั้นก็ต้องน่าเชื่อถือจริง ๆ เช่นกัน จึงทำให้ผู้ที่ศึกษาได้รับความรู้ที่จริงไปด้วย ความรู้ชนิดนี้อาจมีการครอบงำ เพราะต้องอาศัยความเชื่อ ความศรัทนาในตำรา และผู้สอนเป็นที่ตั้ง จึงจะสามารถเรียนรู้สิ่งที่เขาสอนได้
สิ่งซึ่งญาณวิทยา ศึกษา หลัก ๆ ได้แก่
-กำเนิดความรู้
-ธรรมชาติของความรู้
-วิธีสร้างความรู้
ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะหัวข้อ กำเนิดความรู้ (บ่อเกิดความรู้)
1.บ่อเกิดแห่งความรู้
กำเนิดแห่งความรู้ของนักปรัชญาทางฝั่งตะวันตก มีทฤษฏีสำคัญ 6 ทฤษฏีคือ
1.เหตุผลนิยม ลักษณะของเหตุผลนิยม คือ
-เหตุผลเป็นบ่อเกิดของความรู้จริง
-ปฏิเสธความรู้จากประสบการณ์ เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ที่ได้จากประสาทสัมผัสบางครั้ง ก็ให้ผลไม่ตรงกับความจริง เช่น การนั่งรถแล้วเห็นว่ากลางถนนมีน้ำ แต่พอไปถึงจริง ๆ กลับไม่มี
นักปรัชญาที่สนับสนุนทฤษฏีนี้คือ เรเน่ เดส์การ์ตส์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส
ความรู้เกิดจากคิดหาเหตุผล โดยต้องอาศัยความสงสัยเป็นพื้นฐาน แล้วใช้เหตุผลเพื่อขจัดความสงสัย ดังนี้แล้วความจริงย่อมปรากฏ
ความคิดที่เป็นเครื่องทำให้เกิดความรู้ มี 3 ประเภทคือ
1.ความคิดจากประสบการณ์ ความคิดนี้ ใช้ประสบการณ์ภายนอกเข้ามาทำให้เกิดความคิด
2.ความคิดที่จิตสร้างขึ้น ความคิดนี้คือการคิดไปเอง โดยอุปมานบ้าง อนุมานบ้าง
3.ความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ความคิดประเภทนี้เป็นจริง เพราะเป็นความคิดที่พระเจ้าประธานมาให้
ลัทธินี้เน้นว่าความรู้ที่แท้จริงจะต้องเกิดจากเหตุผล แต่ต้องเป็นเหตุผลที่เกิดจากความรู้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
2.ทฤษฏีประจักษนิยม ลักษณะของลัทธิประสบการณ์นิยม
-เชื่อว่าบ่อเกิดของความรู้คือประสบการณ์
-เหตุผลจะเกิดไม่ได้หากไม่มีประสบการณ์เลย
-ไม่ยอมรับความรู้ที่ติดตัวมาแต่แรกเกิด
-ยอมรับความรู้หลังประสบการณ์ คือ ความรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีประสบการณ์
-ยอมรับความจริงแบบ สังเคราะห์ เพราะความจริงแบบวิเคราะห์ไม่ได้ทำให้ได้ความรู้ใหม่ ๆ แต่การสังเคราะห์ทำให้เกิดความรู้ใหม่
-ยอมรับวิธีการแบบอุปนัย คือ นำความจริงย่อย ๆ มาสรุปเป็นความจริงสากล เช่น นาย ก.เป็นมนุษย์ นาย ก.ตาย นาย ข.เป็นมนุษย์นาย ข. ตาย นาย ค.เป็นมนุษย์ นาย ค.ตาย เราก็สรุปว่า มนุษย์ต้องตาย
เมื่อใช้ทฤษฏี “พิสูจน์ว่าจริงได้” ของคาร์ล ปอปเปอร์ ความจริงนี้จะยังเป็นความจริงก็ต่อเมื่อ ยังไม่มีมนุษย์คนไหนไม่ตาย
นักปรัชญาที่สนับสนุนทฤษฏีนี้คือ จอห์น ล๊อค นักปรัชญาชาวอังกฤษ
จิตเปรียบเหมือนกระดาษสีขาว ไม่มีรอยขีดมาก่อน เมื่อมีประสบการณ์จึงค่อยเกิดรอยขีดข่วน หรือความรู้
ประสบการณ์มี 2 ชนิด
1ประสบการณ์ภายนอก คือการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5
2.ประสบการณ์ทางใจ คือ เมื่อมีการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 แล้ว ก็นำมาคิดต่อภายในจิตใจ
3.ทฤษฏีอนุมานนิยม เป็นทฤษฏีที่เชื่อว่า ความรู้ไม่ได้มีมาแต่กำเนิด หรืออาศัยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากทั้งสองเหตุปัจจัยคือ
อนุมาน จากหลักการเดิม หรือสิ่งที่มีความสัมพันธ์กัน โดยใช้หลักของเหตุผล เช่น ถ้าสมมุติเรายอมรับกันแล้วว่า การคิดถึง การมีทุกข์เมื่อไม่ได้เจอ การมีสุขเมื่อได้เจอ คือความรัก เราก็อนุมานได้ว่า การไม่คิดถึง การไม่ทุกข์เมื่อได้เจอ การไม่มีสุขเมื่อไดเจอ คือ ไม่ใช่ความรัก อาศัยความสัมพันธ์ที่เป็นด้านตรงข้ามของมัน
อุปมาน จากประสบการณ์ที่รับรู้มาแต่เดิม เช่น เราเคยเห็นว่า ผู้ชายที่นั่งซึม ๆ แล้วให้อาหารปลาพลาง ถอนใจพลาง และได้รับคำตอบจากเขาว่า เขากำลังเศร้า ดังนี้พอไปเห็นอาการเดียวกันนี้กับชายอีกคนหนึ่งเราอาจอุปมานได้ว่า ชายคนนี้ก็กำลังเศร้าเช่นกัน
นักปรัชญาที่สนับสนุนทฤษฏีนี้คือ ค้าน เยอรมัน
เขากล่าวว่า “สิ่งในตัวเอง ไม่มีตัวตน อยู่เบื้องหลังจิตได้สร้าง ความรับรู้หรือเพทนาการให้เกิดขึ้น
สิ่งตัวเอง คือช่างถ่ายภาพ อวัยวะที่ทำให้เกิดการรับรู้ คือกล้อง จิตคือ ฟิล์ม ส่วนเพทหนาการคือภาพถ่าย
4.ทฤษฏีสัญชาติญาณนิยม ลักษณะ ถือว่าสัญชาติญาณทำให้เกิดความรู้จริง โดยตรง ด้วยญาณวิเศษ ส่วนปัญญาสามารถทำให้ความรับรู้เปลี่ยนแปลงได้ กล่าวคือญาณให้ความรู้จริงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนปัญญาทำให้ความรู้ที่คิดว่าจริงครั้งหนึ่งเปลี่ยนเป็นไม่จริงได้
นักปรัชญาที่สนับสนุนคือ ฮังรี แบร๊กซอง ฝรั่งเศส สนับสนุน
ความรู้ชนิดนี้ในพุทธศาสนาคอ การตรัสรู้ เป็นความรู้ที่ผุดขึ้นในใจโดยตรง ไม่อาศัยสื่อกลาง
5.เพทนาการนิยม คือความรู้ที่เกิดจากการสัมผัสจนเกิดความตรึงตา ฮิวม์สนับสนุน บอกว่า ความรู้ทุกอย่างจะต้องเกิดจากความตรึงตราและความคิด
6.ทฤษฏีประกาศิตนิยม
แหล่งที่มาของความรู้เกิดจาก ได้รับการถ่ายทอดจากผู้รู้ หรือตำราที่น่าเชื่อถือ ผู้ที่สอนต้องมีความรู้จริง ๆ และตำราที่ให้ความรู้นั้นก็ต้องน่าเชื่อถือจริง ๆ เช่นกัน จึงทำให้ผู้ที่ศึกษาได้รับความรู้ที่จริงไปด้วย ความรู้ชนิดนี้อาจมีการครอบงำ เพราะต้องอาศัยความเชื่อ ความศรัทนาในตำรา และผู้สอนเป็นที่ตั้ง จึงจะสามารถเรียนรู้สิ่งที่เขาสอนได้
วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2550
กระทงชีวิต

พระจันทร์กลมโตในเดือน 12 ดูสวยงามยิ่ง ทว่าต้องมองมันในแถบถิ่นร้างผู้คน...เพราะหาไม่แล้วพระจันทร์กลมโตดวงนั้น จะดูหมองลงไปบ้าง...ด้วยแสงไฟในที่ต่าง ๆ ที่ถูกจุดขึ้น ในงาน “ลอยกระทง”
งานลอยกระทงตรงกับเดือน 12 แต่เดือน 12 ที่ว่านี้ไม่ใช่เดือนธันวา เพราะตามของไทยแล้ว เดือน 12
คือเดือน พฤจิ
ในวัยยังเด็กตัวน้อยก็เคยคิดสงสัย เพราะเท่าที่รู้มาเดือน 12 คือเดือนธันวา
แต่สุดท้ายคำถามก็ถูกเฉลย โดยการไต่ถามผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
จำไม่ได้ว่าเข้าใจมากน้อยแค่ไหน กับข้อมูลที่ท่านบอก แต่ก็พอจะสรุปได้ว่า
“เดือน 12 ของไทยคือพฤจิ”
ทว่า...กับวัยนั้นความเข้าใจแค่นี้ก็พอแล้ว สำหรับความอยากรู้อยากเห็น เพราะสิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือการลอยกระทง ต่างหาก...
จำได้ลางเลือนว่าน่าจะมีมือของใครคนหนึ่งจับมือเราไว้...เพราะคนมาลอยกระทงที่ทะเลกันมาก
มือ ๆ นั้นคงกุมเราเอาไว้แน่นเชียว ทั้งฉุด ทั้งลาก ทั้งกระตุก คอยนำพาเราให้ไปถึงที่หมาย ซึ่งนั่นก็คือ...ท้องทะเล
ท้องทะเลที่ผิวน้ำดำทะมึน แต่กลับพราวด้วยจุดแสงนับร้อย-พัน ท้องทะเลที่ ราวกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เพียงต่างกันตรง จุดแสงที่อยู่ในทะเล คือจุดแสงของเทียน และธูปของกระทง ก็เท่านั้น...
ไม่รู้ว่าครั้งนั้นใช้เวลาเท่าไรในการฝ่าฝูงมนุษย์ จำได้เพียงว่า อากาศคืนนั้นหนาวเย็นพอดู แต่เหงื่อก็พลั่งพรูออกมาจนเต็มแผ่นหลัง นี่ถ้าไม่มีมือ ๆ นั้นคอยจูงและนำทางแล้วละก็ การเดินทางคงเต็มไปด้วยอุปสรรค ยิ่งขึ้น อย่าว่าแต่เด็กตัวน้อยขนาดนั้น...จะพาตัวเองไปถึงทะเลหรือเปล่าก็ไม่รู้
พรายฟองจากคลื่นซาดเข้ามาหาฝั่ง ราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ลมกลางคืนแรง แทบจะปลิดปลิว แต่มือน้อย ๆ ก็ยังถือกระทงไว้แน่นส่วนสายตาก็จดจ่ออยู่กับเปลวไฟ ที่ปลายเทียน...
นานเท่านานที่สายตาถูกตรึงไว้ กับลีลาการร่ายรำของเปลวไฟ ที่ถูกแรงลมพัดพา จวบจนเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งว่า
“อธิฐานสิ”
จึงค่อยถอนสายตาออกมา เห็นใครคนนั้นนั่งลงและทูนกระทงไว้เหนือหัว ทั้งดวงตาก็หลับพริ้ม
เด็กน้อยทำตามแบบอย่างที่เห็น ไม่ได้พูด ไม่ได้กล่าว แม้เพียงประโยค
เราเริ่มเหยียบลงไปในน้ำทะเล เมื่ออธิฐานเสร็จ เดินได้ระยะหนึ่ง ประมาณน้ำท่วมครึ่งแข้ง จึงค่อยหยุด...
และเริ่มปล่อยกระทงลงไปในน้ำ
กระทงลอยอยู่บนผิวน้ำที่กระเพื่อมขึ้น ๆ ลง ๆ
ดังนั้น...การเคลื่อนที่ของมัน จึงไม่ได้ไปข้างหน้า เพียงอย่างเดียว มันเดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง ยามเมื่อโดนแรงคลื่นซาดซัด...
และความจำก็มาหยุดลงตรงนี้ เรื่องหลังจากนั้นเลือนรางจน ไม่สามารถปะติปะต่ออะไรได้อีก แต่แค่นี้ก็ถือว่าจำได้มากแล้ว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ก็ผ่านระยะเวลามากกว่า 10 ปี ซึ่งการที่หวนคิดถึงมันอาจจะเป็น เพราะการลอยกระทงได้ห่างหายไปจาก ชีวิตตัวเองเสียนาน ซึ่งถ้าจะกลับไปทำมันอีกครั้ง รายละเอียดคงแตกต่างจากวัยเด็กน้อย พอสมควร...ที่เห็น ๆ ก็คงจะ ไม่มีมือใดคอยจูง คอยประคอง คอยนำพา ให้ไปถึงทะเลอีก อย่าว่าแต่ถ้ามีอยู่จริง ๆ ตัวเราในวันนี้ก็คงไม่กระทำดังว่า
เราโตพอแล้วที่จะเดินไปได้โดยลำพัง
เช่นว่า...ในวัยที่สามารถเดินไปลอยกระทง ในทะเลได้เพียงลำพังนี้ ทบทวนดูให้ดี ถึงเรื่องราวในครั้งนั้น ก็ให้พบว่า...ชีวิตกับกระทง ก็มีบางด้านที่คล้ายคลึงกัน ที่ช่วงแรก ๆ ของเส้นทาง จะมีกระทงอื่น ๆ มากมายลอยเคียงกันไป แต่ทว่าหากกระทงยิ่งลอยไกล ออกไปในทะเล กระทงที่เคยมากมายบนเส้นทาง ก็จะลดจำนวนลง จนบางทีอาจไม่เหลืออีกเลย
ดังนี้ คงไม่เกินเลยไปนักที่จะเปรียบเทียบว่า “ชีวิตก็เหมือนกับการลอยไปของกระทงในทะเล ที่มักจะพบปะกระทงอื่น ๆ บนเส้นทางที่ลอยผ่าน อยู่เสมอ...อาจลอยเคียงกันใกล้ ๆ บ้าง ลอยตามหลัง นำหน้ากันไปบ้าง แต่เพราะชีวิตต่างมีเส้นทางเป็นของตัวเอง และมหานทีช่างกว้างใหญ่ การพลัดพรากจึงเกิดมีเป็นธรรมดา เช่นนั้น ถึงที่สุดแล้ว...บางห้วงยามกระทงจึงมักจะลอยไปเพียงลำพัง”
ใช่ ถึงที่สุดแล้วทั้งกระทงและชีวิต ก็ต้องมีช่วงเวลาที่ต้องเดินไปเพียงลำพัง
งานลอยกระทงตรงกับเดือน 12 แต่เดือน 12 ที่ว่านี้ไม่ใช่เดือนธันวา เพราะตามของไทยแล้ว เดือน 12
คือเดือน พฤจิ
ในวัยยังเด็กตัวน้อยก็เคยคิดสงสัย เพราะเท่าที่รู้มาเดือน 12 คือเดือนธันวา
แต่สุดท้ายคำถามก็ถูกเฉลย โดยการไต่ถามผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
จำไม่ได้ว่าเข้าใจมากน้อยแค่ไหน กับข้อมูลที่ท่านบอก แต่ก็พอจะสรุปได้ว่า
“เดือน 12 ของไทยคือพฤจิ”
ทว่า...กับวัยนั้นความเข้าใจแค่นี้ก็พอแล้ว สำหรับความอยากรู้อยากเห็น เพราะสิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือการลอยกระทง ต่างหาก...
จำได้ลางเลือนว่าน่าจะมีมือของใครคนหนึ่งจับมือเราไว้...เพราะคนมาลอยกระทงที่ทะเลกันมาก
มือ ๆ นั้นคงกุมเราเอาไว้แน่นเชียว ทั้งฉุด ทั้งลาก ทั้งกระตุก คอยนำพาเราให้ไปถึงที่หมาย ซึ่งนั่นก็คือ...ท้องทะเล
ท้องทะเลที่ผิวน้ำดำทะมึน แต่กลับพราวด้วยจุดแสงนับร้อย-พัน ท้องทะเลที่ ราวกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เพียงต่างกันตรง จุดแสงที่อยู่ในทะเล คือจุดแสงของเทียน และธูปของกระทง ก็เท่านั้น...
ไม่รู้ว่าครั้งนั้นใช้เวลาเท่าไรในการฝ่าฝูงมนุษย์ จำได้เพียงว่า อากาศคืนนั้นหนาวเย็นพอดู แต่เหงื่อก็พลั่งพรูออกมาจนเต็มแผ่นหลัง นี่ถ้าไม่มีมือ ๆ นั้นคอยจูงและนำทางแล้วละก็ การเดินทางคงเต็มไปด้วยอุปสรรค ยิ่งขึ้น อย่าว่าแต่เด็กตัวน้อยขนาดนั้น...จะพาตัวเองไปถึงทะเลหรือเปล่าก็ไม่รู้
พรายฟองจากคลื่นซาดเข้ามาหาฝั่ง ราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ลมกลางคืนแรง แทบจะปลิดปลิว แต่มือน้อย ๆ ก็ยังถือกระทงไว้แน่นส่วนสายตาก็จดจ่ออยู่กับเปลวไฟ ที่ปลายเทียน...
นานเท่านานที่สายตาถูกตรึงไว้ กับลีลาการร่ายรำของเปลวไฟ ที่ถูกแรงลมพัดพา จวบจนเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งว่า
“อธิฐานสิ”
จึงค่อยถอนสายตาออกมา เห็นใครคนนั้นนั่งลงและทูนกระทงไว้เหนือหัว ทั้งดวงตาก็หลับพริ้ม
เด็กน้อยทำตามแบบอย่างที่เห็น ไม่ได้พูด ไม่ได้กล่าว แม้เพียงประโยค
เราเริ่มเหยียบลงไปในน้ำทะเล เมื่ออธิฐานเสร็จ เดินได้ระยะหนึ่ง ประมาณน้ำท่วมครึ่งแข้ง จึงค่อยหยุด...
และเริ่มปล่อยกระทงลงไปในน้ำ
กระทงลอยอยู่บนผิวน้ำที่กระเพื่อมขึ้น ๆ ลง ๆ
ดังนั้น...การเคลื่อนที่ของมัน จึงไม่ได้ไปข้างหน้า เพียงอย่างเดียว มันเดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง ยามเมื่อโดนแรงคลื่นซาดซัด...
และความจำก็มาหยุดลงตรงนี้ เรื่องหลังจากนั้นเลือนรางจน ไม่สามารถปะติปะต่ออะไรได้อีก แต่แค่นี้ก็ถือว่าจำได้มากแล้ว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ก็ผ่านระยะเวลามากกว่า 10 ปี ซึ่งการที่หวนคิดถึงมันอาจจะเป็น เพราะการลอยกระทงได้ห่างหายไปจาก ชีวิตตัวเองเสียนาน ซึ่งถ้าจะกลับไปทำมันอีกครั้ง รายละเอียดคงแตกต่างจากวัยเด็กน้อย พอสมควร...ที่เห็น ๆ ก็คงจะ ไม่มีมือใดคอยจูง คอยประคอง คอยนำพา ให้ไปถึงทะเลอีก อย่าว่าแต่ถ้ามีอยู่จริง ๆ ตัวเราในวันนี้ก็คงไม่กระทำดังว่า
เราโตพอแล้วที่จะเดินไปได้โดยลำพัง
เช่นว่า...ในวัยที่สามารถเดินไปลอยกระทง ในทะเลได้เพียงลำพังนี้ ทบทวนดูให้ดี ถึงเรื่องราวในครั้งนั้น ก็ให้พบว่า...ชีวิตกับกระทง ก็มีบางด้านที่คล้ายคลึงกัน ที่ช่วงแรก ๆ ของเส้นทาง จะมีกระทงอื่น ๆ มากมายลอยเคียงกันไป แต่ทว่าหากกระทงยิ่งลอยไกล ออกไปในทะเล กระทงที่เคยมากมายบนเส้นทาง ก็จะลดจำนวนลง จนบางทีอาจไม่เหลืออีกเลย
ดังนี้ คงไม่เกินเลยไปนักที่จะเปรียบเทียบว่า “ชีวิตก็เหมือนกับการลอยไปของกระทงในทะเล ที่มักจะพบปะกระทงอื่น ๆ บนเส้นทางที่ลอยผ่าน อยู่เสมอ...อาจลอยเคียงกันใกล้ ๆ บ้าง ลอยตามหลัง นำหน้ากันไปบ้าง แต่เพราะชีวิตต่างมีเส้นทางเป็นของตัวเอง และมหานทีช่างกว้างใหญ่ การพลัดพรากจึงเกิดมีเป็นธรรมดา เช่นนั้น ถึงที่สุดแล้ว...บางห้วงยามกระทงจึงมักจะลอยไปเพียงลำพัง”
ใช่ ถึงที่สุดแล้วทั้งกระทงและชีวิต ก็ต้องมีช่วงเวลาที่ต้องเดินไปเพียงลำพัง
วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550
ชาวปะหร่อง

หนุ่มโสดชาวปะหร่อง เมื่ออายุประมาณ 17-25 ปี จะมีคนหนึ่งถูกคัดเลือกให้เป็น “ครู”
“ครู” ไม่ใช่ ครูที่สอนวิชาภาษาไทย ไม่ใช่ครูที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ หรือวิชาสังคม ทว่า “ครู” คือผู้สอนวิชาจีบสาว
“ครู” หนุ่มที่ถูกคัดเลือก จะมีหญิงรุ่นเดียวกันอีกสองคนเป็นผู้ช่วย (ครู)
ลูกศิษย์ที่มาร่ำเรียนวิชาจีบสาว คือ เด็กอายุ 12 ขวบ
เด็กอายุ 12 ขวบ ก็จีบสาวแล้ว?
สำหรับชาวปะหร่องอายุ 12 ถือได้ว่า เป็นวัยที่แต่งงานได้แล้ว
วัตถุประสงค์ของการสอนวิชาจีบสาวก็เหมือนวิชาทั่ว ๆ ไป คือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เข้าใจจนสามารถนำไปปฏิบัติต่อในสถานการณ์จริงได้โดยไม่กระดากอาย หรือทำผิด ๆ ถูก ๆ
ร่ำเรียนจนจบภาคทฤษฏี จะมีการจับฉลาก ฉลากแต่ละใบเขียนชื่อหญิงสาวหนึ่งคน จับได้ใครก็ต้องไปฝึกภาคปฏิบัติกับคนนั้น ทั้งนี้จึงถือได้ว่าจบหลักสูตร
ผู้ร่ำเรียนจะได้ใช้วิชาฝีมือจริง ๆ ก็ต่อเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนเมษายน-ตุลาคม ซึ่งจะเป็นช่วงเก็บใบชา
ช่วงเก็บใบชาหนุ่มสาวจะมีโอกาสได้พบปะกัน
พบปะแล้วไยจะปล่อยให้ผ่านเลย เพียงแค่เก็บใบชา
ธรรมเนียมการแต่งกางของชาวปะหร่องออกจะแปลกประหลาดทีเดียว คือ ฝ่ายหญิงต้องหนีตามผู้ชายไป
ผู้ชายจะพาเธอไปอาศัยบ้านญาติ
หญิงสาวจะทิ้งตลับแป้งซึ่งเป็นเครื่องหมายบอกแก่บิตา-มารดาว่า ตนเองได้หนีตามคนรักไปแล้ว
พ่อ-แม่ฝ่ายหญิงเมื่อพบเห็นตลับแป้ง ก็จะเริ่มจัดขบวนตามหาลูกสาว
ทว่าใช้คนเท่าไร ใช้เวลานานเท่าไรก็ไม่มีทางหาเจอ
หาไม่เจอเพราะ ไม่ได้ตั้งใจจะหาให้เจอ
ประเพณีนี้ คือ รู้อยู่แล้วว่าลูกสาวอยู่ที่ไหน แต่ก็แสร้างเป็นไม่รู้ ลูกสาวอยู่เหนือก็พากันลงใต้ ลูกสาวอยู่ตะวันออก ก็พากันไปตะวันตก
เมื่อ(แสร้าง)ตามหากันพอควรแล้ว ก็จะพากันกลับบ้านของตน
กลับบ้านเพื่อไปพบกับผู้ใหญ่ฝ่ายชาย
ผู้ใหญ่ทั้งสองจะทำการตกลงว่าจะเอาอย่างไร
ตกลงกันได้ก็เสร็จ ตกลงกันไม่ได้ก็อด
ทว่าถ้าตกลงกันได้ ค่าสินสอดไม่ต้องให้สักสตางค์เดียว รับเจ้าสาวกลับบ้านไปได้เลย
“ครู” ไม่ใช่ ครูที่สอนวิชาภาษาไทย ไม่ใช่ครูที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ หรือวิชาสังคม ทว่า “ครู” คือผู้สอนวิชาจีบสาว
“ครู” หนุ่มที่ถูกคัดเลือก จะมีหญิงรุ่นเดียวกันอีกสองคนเป็นผู้ช่วย (ครู)
ลูกศิษย์ที่มาร่ำเรียนวิชาจีบสาว คือ เด็กอายุ 12 ขวบ
เด็กอายุ 12 ขวบ ก็จีบสาวแล้ว?
สำหรับชาวปะหร่องอายุ 12 ถือได้ว่า เป็นวัยที่แต่งงานได้แล้ว
วัตถุประสงค์ของการสอนวิชาจีบสาวก็เหมือนวิชาทั่ว ๆ ไป คือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เข้าใจจนสามารถนำไปปฏิบัติต่อในสถานการณ์จริงได้โดยไม่กระดากอาย หรือทำผิด ๆ ถูก ๆ
ร่ำเรียนจนจบภาคทฤษฏี จะมีการจับฉลาก ฉลากแต่ละใบเขียนชื่อหญิงสาวหนึ่งคน จับได้ใครก็ต้องไปฝึกภาคปฏิบัติกับคนนั้น ทั้งนี้จึงถือได้ว่าจบหลักสูตร
ผู้ร่ำเรียนจะได้ใช้วิชาฝีมือจริง ๆ ก็ต่อเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนเมษายน-ตุลาคม ซึ่งจะเป็นช่วงเก็บใบชา
ช่วงเก็บใบชาหนุ่มสาวจะมีโอกาสได้พบปะกัน
พบปะแล้วไยจะปล่อยให้ผ่านเลย เพียงแค่เก็บใบชา
ธรรมเนียมการแต่งกางของชาวปะหร่องออกจะแปลกประหลาดทีเดียว คือ ฝ่ายหญิงต้องหนีตามผู้ชายไป
ผู้ชายจะพาเธอไปอาศัยบ้านญาติ
หญิงสาวจะทิ้งตลับแป้งซึ่งเป็นเครื่องหมายบอกแก่บิตา-มารดาว่า ตนเองได้หนีตามคนรักไปแล้ว
พ่อ-แม่ฝ่ายหญิงเมื่อพบเห็นตลับแป้ง ก็จะเริ่มจัดขบวนตามหาลูกสาว
ทว่าใช้คนเท่าไร ใช้เวลานานเท่าไรก็ไม่มีทางหาเจอ
หาไม่เจอเพราะ ไม่ได้ตั้งใจจะหาให้เจอ
ประเพณีนี้ คือ รู้อยู่แล้วว่าลูกสาวอยู่ที่ไหน แต่ก็แสร้างเป็นไม่รู้ ลูกสาวอยู่เหนือก็พากันลงใต้ ลูกสาวอยู่ตะวันออก ก็พากันไปตะวันตก
เมื่อ(แสร้าง)ตามหากันพอควรแล้ว ก็จะพากันกลับบ้านของตน
กลับบ้านเพื่อไปพบกับผู้ใหญ่ฝ่ายชาย
ผู้ใหญ่ทั้งสองจะทำการตกลงว่าจะเอาอย่างไร
ตกลงกันได้ก็เสร็จ ตกลงกันไม่ได้ก็อด
ทว่าถ้าตกลงกันได้ ค่าสินสอดไม่ต้องให้สักสตางค์เดียว รับเจ้าสาวกลับบ้านไปได้เลย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
